วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่องที่ 4 ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น




ผลการเรียนรู้
ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น
1. สืบค้นข้อมูลอภิปราย และอธิบายเกี่ยวกับความหมายและองค์ประกอบของระบบนิเวศ
2. สืบค้นข้อมูลอภิปราย และอธิบายเกี่ยวกับความหมายและองค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพ
3. สืบค้น ข้อมูลอภิปราย อธิบายและนำเสนอผลของของความหลากหลายทางชีวภาพและแนวทางการดูแลรักษา
4. ศึกษาและทำกิจกรรมความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น
5. สืบค้นข้อมูล อภิปรายและอธิบายต้นกำเนิด แหล่งที่มาโครงสร้าง หน้าที่การทำงาน และประโยชน์ของพืชกินแมลงหม้อข้าวหม้อแกงลิง
6. ศึกษาและทำกิจกรรม นำพืชในท้องถิ่นหม้อข้าวหม้อแกงลิงไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

จุดประสงค์การเรียนรู้
1. ทำกิจกรรมเพื่อศึกษาความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่นได้
2. อภิปรายและอธิบายต้นกำเนิด แหล่งที่มา โครงสร้าง หน้าที่การทำงานของพืชกินแมลงชนิดหม้อข้าวหม้อแกงลิงได้
3. อธิบายกลไกการทำงาน และการใช้ประโยชน์ของพืชกินแมลงชนิดหม้อข้าวหม้อแกงลิงได้

สาระสำคัญ
                    ความหลากหลายทางชีวภาพมีความหมายกว้างขวางครอบคลุมถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นจุลินทรีย์ พืช สัตว์ รวมทั้งมนุษย์ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดล้วนแต่มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่แตกต่างแปรผันกันออกไปมากมาย เพื่อให้เกิดความสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพแหล่งที่อยู่อาศัยในแต่ละท้องถิ่น  อันเป็นระบบนิเวศที่ซับซ้อนและหลากหลายในบริเวณต่างๆ ของโลก ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นผลที่เกิดจากกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และมีความสำคัญต่อมนุษย์ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม  เพราะธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนานาชนิดเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นสำหรับปัจจัยสี่  ช่วยค้ำจุนให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข  แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีพฤติกรรมและกิจกรรมในลักษณะคล้ายกับ " ทุบหม้อข้าวตัวเอง " โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และขาดความยั้งคิด เพราะมนุษย์ยุคปัจจุบันได้ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งต่างๆ ทั่วโลก  ดังนั้นเราจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพในมุมต่างๆ ให้ถ่องแท้ เพื่อจะได้หาแนวทางจัดการกับความหลากหลายทางชีวภาพที่มีอยู่ในโลกนี้ให้เหมาะสมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมวลมนุษยชาติ  ในแต่ละชุมชนเหล่านั้นมีภูมิปัญญาท้องถิ่น สะสมอยู่ในตัวของชาวบ้านเป็นทุนอยู่แล้ว และมีผู้ที่รู้จริงเกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพอยู่มากด้วย แต่ชาวบ้านเหล่านั้น ขาดผู้ช่วยเหลือผลัดดันให้เกิดการนำความรู้มาใช้และเผยแพร่ และถ้าสามารถส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้ว่าเรื่องที่ขารู้หลายๆ เรื่อง  สิ่งที่เขาทำหลายๆ อย่าง สามารถช่วยเหลือทรัพยากรทางชีวภาพได้ ก็น่าจะเกิดความภาคภูมิใจของชาวบ้าน เกิดเป็นหนทางของการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชนรุ่นหลังต่อไป เกิดประโยชน์ต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

ใบความรู้ที่ 1
ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น
        ประเทศไทยมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก เช่น พืชใบเลี้ยงเดี่ยว พืชใบเลี้ยงคู่ ปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และ นก มีความหลากหลายทั้งระบบนิเวศบนบก เช่น ป่าชื้นเขตร้อน ป่าชายเลน ป่าพรุ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ระบบนิเวศของทะเล ซึ่งมีทั้งที่เป็นแนวหินปะการัง หาดโคลน หาดหิน และระบบนิเวศแบบน้ำจืดซึ่งมีทั้งแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เหนือเขื่อน สภาพเช่นนี้ทำให้เหมาะสมต่อการอยู่รอด การเจริญเติบโต การแพร่พันธุ์ของพืชสัตว์ ประเทศไทยอยู่ใสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุด เพราะอยู่ในเขตร้อนชื้น เราจึงต้องหันมาศึกษาความหลากหลายของสปีชีส์ให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีข้อมูลที่ครอบคลุมความหลากหลายของสปีชีส์ของสิ่งมีชีวิตมากที่สุด
          ชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น (endemic species) หมายถึง มีกำเนิดในอาณาเขตหนึ่งและพบในที่แห่งนั้นเท่านั้น  พืชกินแมลงมากมายหลากหลายพันธุ์ และพืชแต่ละชนิดก็มีลักษณะที่สวยงามแตกต่างกันออกไปและมีอยู่ทั่วไป ตามป่า เขา และที่อุดมสมบูรณ์ มีพืชชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ กลุ่มพืชกินแมลง พืชชนิดนี้แปลกมากๆ คือ เป็นพืชที่กินแมลงเป็นอาหารเนื่องจากได้รับสารอาหารแร่ธาตุในดินมีปริมาณไม่เพียงพอจะมาเลี้ยงลำต้นจึงต้องกินแมลงชนิดต่างๆ เพื่อย่อยสลายแล้วนำเอาแร่ธาตุเหล่านี้ไปเลี่ยงลำต้น พืชกินแมลงนี้มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง กาบหอยแครง หยาดน้ำค้าง เป็นต้น  พืชกินแมลงพวกหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีกลยุทธ์ในการจับแมลง ซึ่งมีจุดเด่นของมัน คือ มีหม้อติดกับใบ เป็นรูปทรงกระเปาะ  ซึ่งเมื่อแมลงตกลงไปในหม้อแล้วแมลงก็ตาย ในกระเปาะก็จะมีการหลั่งน้ำย่อยออกมา แล้วก็ทำการย่อยแมลง เพื่อนำเอาแร่ธาตุจากแมลงไปเลี้ยงลำต้น จึงมีการศึกษาเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการจับแมลงของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง พร้อมทั้งทดสอบความเป็นกรด-เบส ในน้ำย่อย การขยายพันธุ์ ของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง เพื่อนำไปอนุรักษ์และพัฒนาขยายพันธ์ของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงต่อไป
        สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง มีพืชกินแมลงพวกหม้อข้าวหม้อแกงลิงจำนวนมาก ที่ชาวบ้านในชุมชนสามารถเก็บนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น เพาะพันธุ์ขยายพันธุ์ขาย เป็นไม้ประดับสวยงาม ดักจับพวกแมลง  กระเปาะเก็บมาทำขนมข้าวเหนียวหม้อข้าวหม้อแกงลิงขาย สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในชุมชน
       ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ การมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด พันธุกรรมหลากหลายและระบบนิเวศที่หลากหลาย ดังองค์ประกอบต่อไปนี้
           1. ความหลากหลายในเรื่องของสิ่งมีชีวิตต่อหน่วยพื้นที่
           2. ความหลากหลายของพันธุกรรมเป็นความหลากหลายของยีนของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด
       3. ความหลากหลายของระบบนิเวศ หมายถึง ถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติ การทดแทน ภูมิประเทศมีความหลากหลาย
        การที่ประเทศไทยเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เราได้รับประโยชน์ด้านต่างๆ คือ
             1. ด้านอาหาร ทำให้มีอาหารที่หลากหลายทั้งพืชและสัตว์ไว้สำหรับบริโภคไม่ขาดแคลน
          2. ด้านยารักษาโรค พืชชนิดต่างๆ หรือสัตว์บางชนิดสามารถนำส่วนประกอบบางอย่างมาใช้ในการรักษาโรคเป็นยาสมุนไพร
  3. ด้านการแพทย์ สามารถนำสิ่งมีชีวิตบางชนิดมาใช้ในการแพทย์ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อรักษาโรคทั้งในระดับยีนหรือระดับสิ่งมีชีวิต เช่น การใช้สัตว์จำพวกปลิงมาดูดเลือดหรือหนอง จากแผลเรื้อรังของคนไข้ หรือการใช้ยีนจากแบคทีเรียมาตัดต่อในยีนของคนเพื่อรักษาโรค เป็นต้น
  4. ด้านการเกษตร การมีพืชและสัตว์ที่หลากหลายเป็นประโยชน์ในด้านการกำจัดศัตรูพืช
โดยชีววิธี (
biological control) เช่น การใช้ไส้เดือนฝอยในการกำจัดหนอน การใช้ตัวห้ำ หรือตัวเบียนในการกำจัดหนอนศัตรูพืช
 5. ด้านนันทนาการ พื้นที่ที่มีสิ่งมีชีวิตหลากหลาย เช่น ที่อุทยานแห่งชาติ ป่าต่างๆ น้ำตก ถ้ำ สามารถใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจได้
 ในปัจจุบันการศึกษาทางด้านความหลากหลายยังมีอยู่น้อยและอยู่ในวงจำกัดเฉพาะนักวิชาการเท่านั้น การศึกษาจะเป็นเฉพาะสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เช่น นกเงือก วัวแดง กระทิง ปลาบางชนิด และยังมีสิ่งมีชีวิตอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้ศึกษาหรือเป็นที่รู้จัก ซึ่งเราคงต้องตระหนักและศึกษารวบรวมความรู้อันจะก่อประโยชน์ทั้งในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาไทยอันจะนำไปสู่การพัฒนาและอยู่รวมกันอย่างยั่งยืนต่อไป
 ประเทศไทยอยู่ใสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุด เพราะอยู่ในเขตร้อนชื้น เราจึงต้องหันมาศึกษาความหลากหลายของสปีชีส์ให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีข้อมูลที่ครอบคลุมความหลากหลายของสปีชีส์ของสิ่งมีชีวิตมากที่สุด และเราก็ต้องมีจิตสำนึกในการที่จะอนุรักษ์ความหลากหลายเหล่านี้
  ชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น (endemic species) หมายถึง มีกำเนิดในอาณาเขตหนึ่งและพบในที่แห่งนั้นเท่านั้น 
ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น
          สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) (Peninsular Botanical Garden) (Thung Khai)เดิมชื่อ สวนรุกขชาติ ทุ่งค่าย ตั้งอยู่ในพื้นที่ 2,600 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าทุ่งค่าย หมู่ที่ 2, 3 และ 9 ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดตรังประมาณ 13 กิโลเมตร
ความเป็นมา
          จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 ตามดำริของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ที่ต้องการจะให้มีสวนพฤกษศาสตร์ที่มีมาตรฐานสากลขึ้นในภาคใต้ เพื่ออนุรักษ์และรวบรวม
พรรณไม้ประจำถิ่น พืชสมุนไพร และพรรณพืชที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ปัจจุบันสวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) จังหวัดตรัง สังกัดสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
           สวนพฤกษศาสตร์ทุ่งค่าย จัดเป็นป่าใหญ่ที่เพียบพร้อมไปด้วยแหล่งเรียนรู้ของธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของจังหวัดตรังอีกด้วย ภายในสวนพฤกษศาสตร์มีความร่มรื่นด้วยธรรมชาติของป่าไม้เป็นอย่างมาก มีการจัดสรรเป็นสวนต่างๆ ให้ได้เดินเที่ยวชมมากมาย อาทิ สวนอนุกรมวิธาน (แหล่งรวบรวมพันธุ์พืชถิ่นใต้), สวนสัณฐานวิทยา (แหล่งเรียนรู้ลักษณะต่างๆ ชองพืช) และยังมีสวนกล้วยไม้, สวนพืชทนแล้ง, สวนเฟิร์น, พืชกินแมลง, พืชวงศ์ปาล์ม พืชวงศ์ยาง รวมทั้งสวนพฤกษศาสตร์พื้นบ้านที่สามารถใช้ประโยชน์จากพรรณพืชได้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางให้ได้เดินศึกษาธรรมชาติอย่างหลายหลายเส้นทาง ซึ่งมีระยะทางไป-กลับ โดยเดินเป็นวงกลมกลับสู่จุดเดินเป็นระยะทางทั้งสิ้นรวม 3 กิโลเมตร ซึ่งในแต่ละเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมายและบอกเส้นทางเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว หรืออ่านรายละเอียดของพืชพรรณต่างๆ รวมทั้งมีจุดพักผ่อนหย่อนใจให้ได้นั่งพักเหนื่อย ก่อนที่จะออกเดินทางตระเวนรอบป่ากันอีก ซึ่งเส้นทางที่เดินนั้นจะตัดผ่านป่าดิบชื้นที่ลุ่มต่ำ รวมทั้งป่าพรุชื้นซึ่งมีพืชพรรณที่น่าสนใจมากมาย
ที่มา: http://www.manager.co.th
ป่าดิบชื้น (tropical rain forest) จัดเป็นป่าประเภทไม่ผลัดใบ เป็นป่าที่มีสีเขียวตลอดทั้งปี ต้นไม้จะไม่ผลัดใบในช่วง ฤดูแล้ง เนื่องจากปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมาก ต้นไม้ไม่มีความจำเป็นต้องผลัดใบเพื่อลดการคายน้ำ ป่าชนิดนี้มักจะเรียกกันว่าป่าดงดิบ เป็นป่าที่อยู่ในเขตมรสุมพัดผ่านเกือบตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่ตามที่ราบลุ่ม ที่ราบเชิงเขาที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 0-100 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (บางครั้งอาจพบอยู่สูงถึงระดับ 250 เมตร) และมีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 2,000 มม./ปี พบมากทางภาคใต้และแถบจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออก พืชสำคัญที่พบเห็นได้ตามป่าดิบชื้น ได้แก่ ยาง กะบาก พะยอม ตาเลอ ตะเคียน เคี่ยม ไข่เขียว ตะเคียนทอง สยา กาลอ ตะเคียนสามพอน กะบากหิน สยาขาว ชันหอย พันจำดง หลุมพอ สะตอ ยวน หยี สัตบรรณ ชันรูจี อินทนิลน้ำ ปาล์มบังสูรย์ พุงทะลาย ฯลฯ และ พืชล้มลุกต่างๆ เช่น ระกำ หวาย ไผ่ เถาวัลย์ นอกจากนี้มักพบ พืชอิงอาศัย จำพวกเฟิน และมอส และอาจพบเห็ดราชนิดต่างๆ ด้วย
ป่าพรุ (Swamp forest, Peat swamp forest) เป็นประเภทของป่าดิบชื้นประเภทหนึ่ง ที่อยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม เกิดจากแอ่งน้ำจืดเกิดขังตัวติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มีการสะสมของชั้นดินอินทรีย์วัตถุ เช่น ซากพืช, ซากสัตว์, เศษซากของต้นไม้ ใบไม้ ต่างๆ จนย่อยสลายช้าๆ กลายเป็นดินพีตหรือดินอินทรีย์ที่มีลักษณะหยุ่นยวบเหมือนฟองน้ำที่มีความหนาแน่นน้อยอุ้มน้ำได้มาก และพบว่ามีการสะสมระหว่างดินพีตกับดินตะกอนทะเลสลับกันชั้นกัน 2-3 ชั้น เนื่องจากน้ำทะเลเคยมีระดับสูงขึ้นจนท่วมป่าพรุ เกิดการสะสมของตะกอนน้ำทะเลถูกขังอยู่ด้านใน พันธุ์ไม้ในป่าพรุตายลงไป และเกิดเป็นป่าชายเลนขึ้นมาแทนที่ เมื่อระดับน้ำทะเลลดลง และมีฝนตกลงมาสะสมน้ำที่ขังอยู่จึงจืดจางลง และเกิดป่าพรุขึ้นมาอีกครั้ง ดินพรุชั้นล่างมีอายุถึง 6,000-7,000 ปี ส่วนดินพรุชั้นบนอยู่ระหว่าง 700-1,000 ปี สภาพโดยทั่วไปของป่าพรุ นั้น คือ พื้นด้านล่างจะเป็นพรุมีน้ำขังตลอดทั้งปี น้ำจะมีสีเขียวหรือน้ำตาลเข้ม อันเกิดจากการหมักหมมตัวมาอย่างยาวนานของซากพืช ซากสัตว์ น้ำจะมีสภาพเป็นกรดมากกว่าค่าของน้ำปกติ(pH ต่ำกว่า 7) ระบบนิเวศในป่าพรุนั้นมีความหลากหลาย และเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน ไม้ยืนต้นจะมีระบบรากแขนงแข็งแรงแผ่ออกไปเกาะเกี่ยวกันเพื่อจะได้ช่วยพยุงลำต้นของกันและกัน และให้ยืนตัวทรงอยู่ได้ ดังนั้นต้นไม้ในป่าพรุจึงอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หากต้นใดต้นหนึ่งล้ม ต้นอื่นจะล้มตามไปด้วย


ใบความรู้ที่ 2

พืชท้องถิ่น (หม้อข้าวหม้อแกงลิง)

ที่มาและความสำคัญของหม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes)
ปัจจุบันมีพืชกินแมลงมากมายหลากหลายพันธุ์ และพืชแต่ละชนิดก็มีลักษณะที่สวยงามแตกต่างกันออกไปและมีอยู่ทั่วไป ตามป่า เขา และที่อุดมสมบูรณ์ มีพืชชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ กลุ่มพืชกินแมลง พืชชนิดนี้แปลกมากๆ คือ เป็นพืชที่กินแมลงเป็นอาหารเนื่องจากได้รับสารอาหารแร่ธาตุในดินมีปริมาณไม่เพียงพอจะมาเลี้ยงลำต้นจึงต้องกินแมลงชนิดต่างๆ เพื่อย่อยสลายแล้วนำเอาแร่ธาตุเหล่านี้ไปเลี่ยงลำต้น พืชกินแมลงนี้มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์อาทิ เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง จ่อบ่อวาย กาบหอยแครง หยาดน้ำค้าง เป็นต้น
สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง มีพืชกินแมลงพวกหม้อข้าวหม้อแกงลิงจำนวนมาก ที่ชาวบ้านในชุมชนสามารถเก็บนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น เพาะพันธุ์ขยายพันธุ์ขาย เป็นไม้ประดับสวยงาม ดักจับพวกแมลง กระเปาะเก็บมาทำขนมข้าวเหนียวหม้อข้าวหม้อแกงลิงขาย สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในชุมชน
พืชกินแมลงพวกหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีกลยุทธ์ในการจับแมลง ซึ่งมีจุดเด่นของมัน คือ มีหม้อติดกับใบ เป็นรูปทรงกระเปาะ ซึ่งเมื่อแมลงตกลงไปในหม้อแล้วแมลงก็ตาย ในกระเปาะก็จะมีการหลั่งน้ำย่อยออกมา แล้วก็ทำการย่อยแมลง เพื่อนำเอาแร่ธาตุจากแมลงไปเลี้ยงลำต้น  จึงมีการศึกษาเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการจับแมลงของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง พร้อมทั้งทดสอบความเป็นกรด-เบส ในน้ำย่อย การขยายพันธุ์ ของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง  เพื่อนำไปอนุรักษ์และพัฒนาขยายพันธ์ของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงต่อไป
ลักษณะทั่วไปของหม้อข้าวหม้อแกงลิง
        ต้น : เป็นไม้เลื้อย มีระบบรากที่ตื้น-สั้น สูงได้หลายเมตร ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ
1 เซนติเมตร หรืออาจหนากว่านั้นในบางชนิด
        ใบ : ใบยาว ปลายใบเป็นกระเปาะคล้ายเหยือก กระเปาะเมื่อยังอ่อนฝาจะปิด เมื่อกระเปาะแก่ฝาจะเปิด กระเปาะมีหลายสี เช่น สีเขียว สีน้ำตาลอมแดง และสีเขียวปนแดงเรื่อๆ ภายในกระเปาะมีขนป้องกันแมลงที่ตกเข้าไป ไม่ให้ออกได้ อีกทั้งผิวกระเปาะยังมีรูเล็กๆ จำนวนมากปล่อยน้ำย่อยออกมาขังไว้ในกระเปาะ เพื่อย่อยสลายแมลงเป็นอาหาร
        ดอก :   ดอกออกเป็นช่อตามส่วนยอดของลำต้น ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกอยู่กันคนละต้น ช่อดอกเป็นแบบช่อหรือช่อแยกแขนง จะแยกเพศกันอย่างชัดเจน แบบหนึ่งต้นหนึ่งเพศ ฝักเป็นแบบแคปซูล 4 กลีบและแตกเมื่อแก่ ภายในประกอบไปด้วยเมล็ด 10 ถึง 60 เมล็ดหรือมากกว่านั้น เมล็ดแพร่กระจายโดยลม
        ฝัก/ผล :  เป็นฝักที่มีเมล็ดเป็นจำนวนมากอยู่ภายใน   
        ฤดูกาลออกดอก :  ออกดอกระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม
        การขยายพันธุ์ :  การเพาะเมล็ด การปักชำ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การตอนลำต้น
        การใช้ประโยชน์ :  เอาไว้กินมดหรือแมลง ประดับตกแต่งบ้าน  กระเปาะทำขนม
        ถิ่นกำเนิด :  ในเขตร้อนชื้น
        แหล่งที่พบ  :  พบตามภูเขาหรือที่ราบลุ่มที่มีความชื้นพอประมาณ 


ชนิดและสายพันธุ์ของหม้อข้าวหม้อแกงลิง




Nepenthes rajah
          แหล่งพบ เกาะบอเนียว
ที่มา http://www.auscps.com/modules/xcgal/albums/userpics/10023/rajah%20lower.JPG

Nepenthes villosa
          แหล่งพบ เกาะบอเนียว
ที่มา http://i48.photobucket.com/albums/f235/trongtham/nepenthes%20of%20borneo/vill.jpg

Nepenthes aristolochioides
แหล่งพบ เกาะสุมาตรา
ที่มา https://www.blogger.com

Nepenthes  sumatrana 
แหล่งพบ เกาะสุมาตรา
ที่มา https://upload.wikimedia.org/wikipedia


Nepenthes benstonei
         แหล่งพบ มาเลเซีย
ที่มา https://upload.wikimedia.org/wikipedia


Nepenthes neoguineensis
แหล่งพบ เกาะนิวกินี
ที่มา https://upload.wikimedia.org/wikipedia

ภาพที่ 1 หม้อข้าวหม้อแกงลิงแต่ละแห่งจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปทั้งรูปร่างลักษณะและสีสัน
ที่มา  https://upload.wikimedia.org/wikipedia 


ชนิดและสายพันธุ์ของหม้อข้าวหม้อแกงลิงในประเทศไทย
1. Nepenthes gracilis หรือ พันธุ์ใบไผ่ พบได้บริเวณ นราธิวาส สตูล สงขลา และยะลา
   ลักษณะ   เป็นไม้เลื้อยสูงประมาณ 2-4 เมตร ลำต้นเป็นทรงกลม ขนาดเล็ก ใบเดี่ยวรูปหอก ใบเรียงตัวเป็นเกลียว ขอบใบเรียบ ใบหนาคล้ายหนัง ไม่มีก้านใบ หม้อ มีขนาดเล็ก ลักษณะยาวคอดตรงกลางก้นป่อง มีสีเขียว สีแดง สีดำ ปากหม้อมีลักษณะบาง

 
ภาพที่ 2 หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดพันธุ์ใบไผ่

ที่มา   https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/70/N._gracilis1.jpg/220px-N._gracilis1.jpg




2. Nepenthes smilesii   พันธุ์  N. anamensis หรือ น้ำเต้าพระฤาษี พบได้บริเวณ ยอดภูต่างๆ ในภาคอีสาน เช่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย ชัยภูมิ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ตราด
ลักษณะ  ลำต้นและใบมีขนนุ่ม ทั้งหน้าใบและท้องใบ ใบเดี่ยวรูปหอก ใบเรียงตัวเป็นเกลียว ใบนิ่มอ่อน ไม่มีก้านใบ ใบมักจะลู่ลงปลายใบกระดกเล็กน้อย

ภาพที่ 3  หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดน้ำเต้าพระฤาษี

ที่มา https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/aa/N._smilesii_pitchers.jpg



3. Nepenthes sp.viking” ไวกิ้ง พบได้บริเวณแถบประเทศพม่าและพบได้ตามหมู่เกาะพระทองของจังหวัดพังงา เป็นพืชถิ่นเดียวของเมืองไทย


ลักษณะ  เป็นไม้เลื้อยสูงประมาณ 4-6 เมตร ลำต้นเป็นทรงกลม สีแดง ใบเดี่ยวรูปวงรี ถึง วงรีขอบขนาน ใบเรียงตัวเป็นเกลียว ขอบใบเรียบ ใบหนาคล้ายหนัง มีเส้นกลางใบสีแดง หม้อมีลักษณะกลม ฝามีลักษณะค่อนข้างกลม  ใบมักจะลู่ลงปลายใบกระดกเล็กน้อย

ภาพที่ 4 หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดไวกิ้ง
ที่มา http://www.bloggang.com/data/ninepae/picture/1261661189.jpg

4. Nepenthes ampullaria หรือ หม้อข้าวหม้อแกงลิง พบแถวปัตตานี สตูล ตรัง สงขลา และพบพื้นที่แนวเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย  
ลักษณะ  กลม ฝาปิดจะเล็ก เป็นไม้เลื้อย สูงได้ถึง 10 เมตร มีสีเขียว บางพันธุ์ผสมมีลายจุดที่บริเวณหม้อ

ภาพที่ 5 หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดหม้อข้าวหม้อแกงลิง

ที่มา   https://nepenthes1.files.wordpress.com/2011/10/041.jpg



5. Nepenthes mirabilis หรือ แขนงนายพราย หรือกระดึงพระราม พบแทบทุกภาคของประเทศไทย กระจายตัวตั้งแต่จีนตอนใต้จนถึงออสเตรเลีย

ลักษณะ เป็นไม้เลื้อยสูงได้ถึง 10 เมตร มีก้านใบ ใบเดี่ยวรูปหอกหรือวงรีแกมขนาน ใบเรียงตัวเป็นเกลียว ที่เส้นใบมีท่อลำเลียงน้ำขนานกันเป็นแนว มีสีเขียว ขอบใบเป็นจักรฟันเลื่อย

ภาพที่ 6 หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดแขนงนายพราน
ที่มา  https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/2/21/Apes_abroad_-_Jug_Plant_(by-sa).jpg


6. Nepenthes thorelii หรือ น้ำเต้าลม พบทางภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (ฝั่งอ่าวไทยเท่านั้น) ภาคตะวันออก รวมไปถึงทางตอนใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ลักษณะ เป็นไม้พุ่ม ใบเดี่ยวรูปหอก ใบเรียงตัวเป็นเกลียว ขอบใบเรียบ ใบหนาคล้ายหนัง ไม่มีก้านใบ หม้อมีลักษณะป่อง บริเวณก้นหม้อมีสีแดงถึงสีส้ม
ภาพที่ 7 หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดน้ำเต้าลม
ที่มา  http://www.bloggang.com/data/vinitsiri/picture/1279440626.jpg



ใบความรู้ที่ 3
หม้อข้าวหม้อแกงลิง ณ สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย)

หม้อข้าวหม้อแกงลิง ณ สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย) มี 2 สายพันธุ์ คือ
1. พันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นเตี้ย มีระบบรากที่ตื้น-สั้น ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร หรืออาจหนากว่านั้น ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง กระเปาะติดอยู่บนพื้นดินหรือพื้นหญ้า

ภาพที่ 8 หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดหม้อข้าวหม้อแกงลิง

ที่มา ญาณิตา อึ่งทอง : 12 กันยายน 2555


2. พันธุ์แขนงนายพราน ลำต้น เป็นไม้เลื้อยสูงได้ถึง 10 เมตร หรือสูงกว่านั้น มีระบบรากที่ตื้นและสั้น ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1 เซนติเมตร หรืออาจหนากว่านั้น ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ กระเปาะจะแขวนอยู่บนกิ่งไม้ 

ภาพที่ 9 หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดแขนงนายพราน

ที่มา  ญาณิตา อึ่งทอง : 12 กันยายน 2555






ใบความรู้ที่ 4
ส่วนประกอบหน้าที่การทำงานของหม้อข้าวหม้อแกงลิง

ระบบรากและลำต้นลำต้น 
         ลำต้น ของหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นเถาซึ่งมีลำต้นเล็กและยาว ใบแคบ ลำต้นไม่สามารถรับน้ำหนักทั้งหมดของตัวเองได้ มักจะต้องอิงอาศัยกับต้นไม้ที่อยู่รอบข้าง หากมันเจริญเติบโตบริเวณที่โล่งแจ้ง ลำต้นมักจะเลื้อยไปกับพื้น แต่เมื่อใดที่ลำต้นเลื้อยไปถึงวัตถุใดที่สามารถยึดเกาะได้มันก็จะพยายามไต่ขึ้นไปทันที ลำต้นอาจมีความยาวได้มากกว่า 20 เมตร  ลำต้นมีหลายลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่ละสกุล ทรงกระบอก มีครีบ หรืออาจหน้าตัดเป็นทรงสี่เหลี่ยม ลำต้นอาจมีขนหรือไม่มี และอาจมีสีระว่างเขียวอ่อนและแดงเข้ม ใบเป็นใบเดี่ยวไม่ขดเป็นเกลียวเหนือบริเวณที่ก้านใบเชื่อมกับลำต้นจะมีตา ซึ่งภายในตานี้จะมีเนื้อเยื่อยอดอ่อนอยู่ ซึ่งเนื้อเยื่อยอดอ่อนดังกล่าวสามารถแตกออกเป็นยอดใหม่ได้ ซึ่งยอดอ่อนสร้างฮอร์โมนซึ่งยับยั้งตาอื่นที่อยู่ต่ำกว่าไม่ให้งอก นี้เรียกว่าอิทธิพลของยอด เมื่อยอดนี้เสียไปหรือหักลง ฮอร์โมนที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อยอดอ่อนก็จะไม่ทำงานอีกต่อไป และตาถัดไปก็จะเริ่มงอก ตาที่ควบคุมจะเริ่มปรากฏตุ่มเล็กๆ ในรอยแยกตื้นๆ ที่ลำต้น โดยปกติจะอยู่เหนือก้านใบที่เจริญเต็มที่ประมาณ 1 เซนติเมตร

ภาพที่ 10 หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เป็นไม้เถาเลื้อย มีระบบรากฝอยที่ตื้นและสั้น

ที่มา  http://i48.photobucket.com/albums/f235/trongtham/nepenthes%20of%20borneo/stem.jpg








ภาพที่ 11 หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดชนิดแขนงนายพราน และชนิดน้ำเต้าลมซึ่งมีมากที่สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย)
ที่มา
  ญาณิตา อึ่งทอง : 12 กันยายน 2555

ส่วนประกอบของใบ
ภาพที่ 12 ส่วนประกอบของใบของหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ที่มา
  ญาณิตา อึ่งทอง : 12 กันยายน 2555

หมายเลข 1 ปากปิดหม้ อหรือส่วนของปลายใบขยายตัวออกเป็นฝาปิด เพื่อบังน้ำฝนไม่ให้ตกลงไปในหม้อ
หมายเลข 2 แผ่นใบเดิม ห่อตัวเป็นรูปหม้อ ซึ่งยังมองเห็นเส้นใบและเส้นกลางใบ
หมายเลข 3 ฐานใบ เหมือนกับแผ่นใบ ทำหน้าที่ สังเคราะห์แสง
หมายเลข 4 สายดิ่ง หรือสายหม้อ คือ ก้านใบ ทำหน้าที่ เป็นมือจับยึดเกาะต้นไม้ เพื่อยกเถาหม้อให้สูง รับแสงได้มาก
หมายเลข 5 ปากหม้อ
หมายเลข 6 ปีกหม้อ


ส่วนประกอบของกระเปาะ
 
ภาพที่ 13 ส่วนประกอบต่างๆของกระเปาะหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ที่มา  ญาณิตา อึ่งทอง : 12 กันยายน 2555
ที่มา https://upload.wikimedia.org/wikipedia

ภาพที่ 13 ส่วนประกอบต่างๆของกระเปาะหม้อข้าวหม้อแกงลิง

ที่มา  ญาณิตา อึ่งทอง : 12 กันยายน 2555

โดยปกติหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะสร้างหม้อขึ้นมา 2 ชนิด คือ หม้อล่าง เป็นหม้อที่อยู่แถวๆโคนต้นมีขนาดใหญ่ สีสันสวยงาม อีกชนิดคือหม้อบนที่มีขนาดเล็ก ก้านหม้อจะลีบแหลม รูปทรงของหม้อจะเปลี่ยนไป และสีสันจืดชืดกว่า หรือความแตกต่างอีกอย่างคือ หม้อล่างทำหน้าที่ล่อเหยื่อและดูดซึมสารอาหารไปใช้ในการเจริญเติบโต ส่วนหม้อบน เมื่อต้นโตขึ้น สูงขึ้น หม้อบนจะลดบทบาทการหาเหยื่อ แต่เพิ่มบทบาทการจับยึด โดยก้านใบจะม้วนเป็นวง เกาะเกี่ยวกิ่งไม้ข้างๆ ดึงเถาหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้สูงขึ้นและมั่นคงขึ้นไม่โค่นล้มโดยง่าย แต่ในบางชนิดเช่น N. rafflesiana เป็นต้น หม้อที่ต่างชนิดกัน ก็จะดึงดูดเหยื่อที่ต่างชนิดกันด้วย

หม้อจะบรรจุไปด้วยของเหลวที่พืชสร้างขึ้น อาจมีลักษณะเป็นน้ำหรือน้ำเชื่อม ใช้สำหรับให้เหยื่อจมน้ำตาย จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าในกระเปาะหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิด ของเหลวจะบรรจุไปด้วยสารเหนียวที่ถูกผสมขึ้นเป็นสำคัญเพื่อใช้ย่อยแมลงในหม้อ ความสามารถของของเหลวที่ใช้ดัก
จะลดลง เมื่อถูกทำให้เจือจางโดยน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้น
ที่เป็นถิ่นอาศัยของพืชสกุลนี้
ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki



ภาพที่ 15 ภายในกระเปาะบนและล่างหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีลักษณะที่แตกต่างกัน
ที่มา
   
http://i48.photobucket.com/albums/f235/trongtham/nepenthes%20of%20borneo/pitcher.jpg


ใบความรู้ที่ 5
กลยุทธ์ในการจับแมลง และการย่อยอาหาร

กับดักเกิดขึ้นที่ปลายสายดิ่งหรือมือจับซึ่งพัฒนามาจากการยืดออกของเส้นกลางใบ โดยมากเป็นรูปทรงกลมหรือรูปหลอด เป็นกระเปาะ มีของเหลวอยู่ภายในมีลักษณะเป็นน้ำหรือน้ำเชื่อม ปากหม้อที่เป็นทางเข้าของกับดักอยู่ด้านบนของหม้อ เป็นส่วนประกอบที่เรียกว่า เพอริสโตม ซึ่งมีลักษณะลื่น ฉาบด้วยขี้ผึ้งและเต็มไปด้วยสีสันที่ดึงดูดเหยื่อเข้ามาและเสียหลักลื่นหล่นลงไปในหม้อ ส่วนล่างของหม้อจะมีต่อมสำหรับดูดซึมสารอาหารจากเหยื่อที่จับได้ส่วนบริเวณด้านบนจะมีผิวลื่นเป็นมันใช้เพื่อป้องกันเหยื่อหนีรอดไปได้มีฝาปิดอยู่ที่ด้านบนของกับดักป้องกันไม่ให้น้ำฝนตกลงไปในหม้อ ใต้ฝามีต่อมน้ำย่อยไว้เพื่อดึงดูดเหยื่ออีกทางหนึ่ง

ภาพที่ 16 แมลงหลากหลายชนิดที่พลัดตกลงไปในหม้อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงไม่สามาถรอดชีวิตกลับออกมาได้
ที่มา
  ญาณิตา อึ่งทอง : 12 กันยายน 2555

เมื่อแมลงพลัดตกลงไป มันก็จะพยายามไต่ขึ้นมาสู่ปากของอวัยวะส่วนที่เรียกว่าหม้อ แต่ไม่มีแมลงตัวใดสามารถกลับขึ้นมาได้อีก เมื่อขึ้นมาไม่ได้มันจึงต้องหมดแรงและตกอยู่ในหม้อส่วนล่างของหม้อที่เต็มไปด้วยน้ำ มันไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่มันคือ น้ำย่อย ของหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เดียวคือ ย่อยเหยื่อเหล่านั้นและทำการดูดซึมสารอาหารจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่เพียงกากที่ไม่สามารถย่อยได้อีกแล้วทิ้งไว้ในก้นหม้อเพื่อรอเหยื่อรายต่อไป ฝาหม้อในหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายๆ ชนิดนั้นใช้ป้องกันไม่ให้น้ำฝนตกลงไปผสมกับของเหลวในหม้อ และด้านข้างจะมีต่อมน้ำย่อยไว้ดึงดูดเหยื่ออีกทางหนึ่งด้วย
นอกจากความสวยงามมีเสน่ห์แล้ว หม้อข้าวหม้อแกงลิงยังน่ากลัวสำหรับแมลง 6 ขาหรือแมง 8 ขาทั้งหลาย ต้นไม้กินแมลงมีมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดมีรูปร่างและเทคนิควิธีการแตกต่างกัน สำหรับต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ซึ่งเป็นเพียงต้นไม้เถาเลื้อยลำต้นเตี้ย มองดูแล้วช่างสุดแสนธรรมดา มักอาศัยอยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง ขาดธาตุอาหาร โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน แต่ด้วยความสามารถปรับตัวเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้มันโดดเด่นไม่แพ้ใคร นอกจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงแล้วยังมีพืชกินแมลงชนิดอื่นๆ ที่น่าสนใจและน่ารู้จักอีกมาก เช่น ต้นหยาดน้ำค้าง กาบหอยแครง เป็นต้น

ภาพที่ 17 หยาดน้ำค้าง
ที่มา
  
http://board.trekkingthai.com/board/upload/photo/2007-10/1813703_OQNIMIMePl4753.jpg

ภาพที่ 18 จ่อบ่อวาย
ที่มา
  
http://board.trekkingthai.com/board/upload/photo/2010-11/f939376415ff8335880e95a4cf0305a8.jpg

ภาพที่ 19 กาบหอยแครง
ที่มา
 
 http://www1a.biotec.or.th/BRT/images/stories/pic_libary/kab.jpg


ใบความรู้ที่ 6
         การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์ของหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีหลากหลายวิธี คือ  

1. การเพาะเมล็ด

        ให้โรยบนสแฟกนัมสอสส์เปียกชื้นหรือบนวัสดุปลูกอื่นๆที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เช่น ขุยมะพร้าว พีทมอสส์ ฯลฯ หลังฝักแตกออกให้รีบเพาะเมล็ดเพราะอัตรางอกจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเก็บไว้นานเข้า ส่วนผสม 50:50 ที่ใช้ในการปลูกกล้วยไม้ เช่น มอสส์กับเพอร์ไลต์ เป็นส่วนผสมที่เหมาะที่สุดในการเพาะเมล็ด เมล็ดจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการงอกเป็นต้นอ่อน และหลังจากนั้น 2 ปีหรือมากกว่านั้นจึงจะให้ดอก  



ภาพที่ 20 ดอกของหม้อข้าวหม้อแกงลิง  ก. ดอกตัวเมียที่แก่เต็มที่  ข. ดอกตัวผู้  ค. ดอกตัวเมีย

                   ที่มา  ญาณิตา อึ่งทอง : 12 กันยายน 2555



2. การปักชำ
ตัดลำต้น ทำปักชำในสแฟกนัมมอสส์ หรือในดินถ้าความชื้นและแสงพอเพียงหม้อข้าวหม้อแกงลิงก็จะงอกรากใน 1-2 เดือนและจะเริ่มให้หม้อใน 6 เดือน 

ภาพที่ 21 การปักชำหม้อข้าวหม้อแกงลิง
                  ที่มา
  ญาณิตา อึ่งทอง : 16 กันยายน 2555
  

3. การตอน
          เลือกต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีความยาวพอเหมาะที่จะตอน ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป ลิดใบทิ้ง แล้วควั่นเปลือกนอกรอบๆ ลำต้น ขูดเนื้อเยื่อชั้นนอกออกให้หมด เอาผงเซราดิกซ์ทาทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วนำสแฟกซ์นัมมอสหุ้ม ปิดด้วยถุงพลาสติกมัดด้วยเชือกให้เรียบร้อย เหมือนวิธีการตอนทั่วๆ ไป แล้วนำไปวางไว้รอให้รากงอกพร้อมที่จะนำไปปลูกขยายพันธุ์ต่อไป
ภาพที่ 22 การตอนต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ที่มา
  
http://www.bloggang.com/data/nanajoe/picture/1247202313.jpg


4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

          การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง นั้น เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำมาใช้ในการขยายพันธุ์ ได้ในสภาพปลอดเชื้อ แต่ต้องอาศัยต้นทุนสูง ต้องกระทำภายในห้องแล็บเท่านั้น และยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เหมือนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของกล้วยไม้ สำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง สามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ดและการตัดชำในอาหารสังเคราะห์ในสภาพปลอดเชื้อ 

1. การเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อ เริ่มต้นจากนำเมล็ดมาฟอกฆ่าเชื้อ แล้วนำมาหว่านลงในอาหารสังเคราะห์

2. หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน เมล็ดต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเริ่มงอกและทยอยงอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นกระจุยแน่นภายในขวด
3. เมื่อต้นกล้าภายในขวดขึ้นกันแน่นมากขึ้น ก็ทำการถ่ายขวดแยกต้นกล้าลงปลูกในอาหาร สังเคราะห์ขวดใหม่ เพื่อการเจริญเติบโตดีมากขึ้น
4. จะได้ต้นกล้าที่โตขึ้นและออกรากได้เอง เมื่อต้นแข็งแรงดีแล้ว สามารถนำออกจากขวด ทำการปรับสภาพให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแล้ว สามารถนำไปปลูกในเครื่องปลูกทั่วๆ ไปได้ หรือสามารถนำต้นอ่อน ที่ได้จากการเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อ มาบังคับให้แตกตาข้าง (axillarry bud) ซึ่งจะได้หน่ออ่อนจำนวนมาก โดยการย้ายลงในอาหารที่มี สารควบคุมการเจริญเติบโต เช่น ไซโตไคนิน BA หรือ Kinetin เมื่อหน่อมีขนาดใหญ่มากพอแล้ว นำมาตัดแยกเป็นต้นเดี่ยวๆ แยกลงเลี้ยงในอาหารใหม่ เพื่อให้ออกรากต่อไป หรือจากวิธีข้างต้น เราสามารถนำยอดหรือข้อที่มีตา ติดอยู่นำมาฟอกฆ่าเชื้อ แล้วปักลงในอาหารสังเคราะห์ ในสภาพปลอดเชื้อ ซึ่งเราสามารถจะเลี้ยงจนออกรากเลย หรือบังคับให้ แตกตาข้างเพิ่มจำนวนหน่อก็ได้ตามต้องการ ขึ้นอยู่กับ สูตรอาหารสังเคราะห์ที่ใช้


ภาพที่ 23 เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ที่มา
  
http://pirun.ku.ac.th/~b5310302409/New%20folder/dsc040063qg8.jpg

ส่วนประกอบของดอก

ภาพที่ 24 ส่วนประกอบของดอก (ก) เกสรตัวผู้และ (ข) เกสรตัวเมีย
ที่มา
  ญาณิตา อึ่งทอง : 12 กันยายน 2555


ใบความรู้ที่ 7
ความเป็นกรด-เบส ในน้ำย่อยของหม้อข้าวหม้อแกงลิง

น้ำย่อยในกระเปาะของหม้อข้าวหม้อแกงลิง  มีความเป็นกรดอ่อน อยู่ที่ประมาณ pH 4-5 ไม่ถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรง แต่ก็เป็นอันตรายสำหรับแมลง

ภาพที่ 25 น้ำย่อยในกระเปาะของหม้อข้าวหม้อแกงลิงช่วยย่อยแมลงที่พลัดตกลงไป
ที่มา
    ญาณิตา อึ่งทอง : 12 กันยายน 2555  


ใบความรู้ที่ 8
การอนุรักษ์พันธุ์


   เนื่องจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิดมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ทั้งจากเก็บออกมาขาย หรือบุกรุกป่าเพื่อที่ทำกิน ทำให้ สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) บรรจุรายชื่อหม้อข้าวหม้อแกงลิงทุกชนิดลงในบัญชีอนุรักษ์ของอนุสัญญาไซเตส ในส่วนของประเทศไทยที่เป็นสมาชิกนั้น ได้กำหนดนโยบาย มาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯโดยมีข้อบังคับไว้เกี่ยวกับพืชอนุรักษ์ ดังนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านพืชอนุรักษ์และซากของพืชอนุรักษ์ เว้นแต่ได้รับหนังสืออนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (มาตรา 29 ตรี) ผู้ใดประสงค์จะขยายพันธุ์เทียมพืชอนุรักษ์เพื่อการค้า ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ต่อกรมวิชาการเกษตร (มาตรา 29 จัตวา)
กำเนิดไซเตส   (CITES )
     เป็นที่รู้กันดีว่า ปัจจุบัน  ระบบการค้าเสรี ประเภทใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า อาจมีผลทำให้พืชและสัตว์บางชนิดสูญพันธุ์ไปจากโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ป่า และพืชป่าที่มีความงามและรูปร่างลักษณะสวยงาม หากไม่มีการจัดการควบคุมจำนวนที่มีอยู่ในแหล่งธรรมชาติให้ดี  การค้าเสรีอาจทำให้มันสูญพันธุ์ได้
  ดังนั้นกลุ่มประเทศที่ห่วงใยปัญหานี้ ซึ่งรวมกันเป็น ประเทศสมาชิกสหภาพระหว่างประเทศเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ( International Union for the Conservation of Nature and Natural Resources) จึงได้หยิบยกปัญหาขึ้นมาในการประชุมร่วมกันเมื่อปี พ.ศ. 2515  ที่ประเทศสวีเดน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่เกี่ยวกับระบบการค้าขึ้นเป็นครั้งแรก และพัฒนากลายเป็นพันธะสัญญาที่กว่า 150 ประเทศทั่วโลก ยอมรับทั่วกันรู้จักกันในชื่อ ไซเตส (CITES) ซึ่งเป็นคำย่อจาก Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora หรือแปลเป็นไทยว่า อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า ที่กำลังจะสูญพันธุ์

  จะเห็นได้ว่า ไซเตส ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นข้อตกลงที่รัฐบาลรับปากกับนานาชาติว่า  จะดำเนินการจัดการในประเทศของตน ให้เป็นไปตามข้อตกลง


ใบความรู้ที่ 9
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพืชกินแมลงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นเครื่องมือ หรือกับดัก ที่ใช้หลอกล่อเหยื่อที่เป็นสัตว์ หรือแมลง หรือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ให้เดินเข้าหากับดัก โดยอาศัยกลิ่นเลียนแบบของเหยื่อ ที่อาจเป็นน้ำหวาน กลิ่นแมลงตัวเมียหรือสีสันที่สะดุดตาบวกกับกลิ่นที่เหย้ายวนเร้าใจ ที่จะเป็นเครื่องดึงดูดเหล่าสัตว์หรือแมลงทั้งเหล่ามาสู่กับดักมรณะนี้ ถ้านำหม้อข้าวหม้อแกงลิงมาปลูกเลี้ยงที่บ้าน ช่วยทำให้แมลงมีปริมาณลดลงได้

ภาพที่ 26 ปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นไม้ประดับ
         ที่มา
  ญาณิตา อึ่งทอง : 24 กรกฎาคม 255
5  

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ในปัจจุบันเป็นการเพาะเลี้ยงในเชิงการค้าซึ่งได้ช่วยลดจำนวนต้นไม้ที่ถูก เก็บออกจากป่ามาขายได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี พืชหายากจำนวนมากยังถูกเก็บออกมาขาย เป็นเพราะราคาที่แพงของมันนั่นเอง หม้อข้าวหม้อแกงลิงถูกบรรจุในรายชื่อพืชที่ถูกคุกคามหรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของไซเตสในบัญชี 1 และ 2 

ปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นไม้ประดับเพื่อความสวยงาม

ภาพที่ 27 ปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นไม้ประดับเพื่อความสวยงาม
ที่มา   ญาณิตา อึ่งทอง : 24 กรกฎาคม 2555   

ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจากดินไทยเป็นของชำร่วย
ภาพที่ 28 รูปแบบของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงนำมาทำของที่ระลึกหรือของชำร่วยที่สวยงามได้
ที่มา  ญาณิตา อึ่งทอง : 11 กรกฎาคม 2555   


ใบความรู้ที่ 10
ขนมข้าวเหนียวหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ขนมข้าวเหนียวหม้อข้าวหม้อแกงลิง ขนมอันโอชะ คนใต้นิยมนำมาปรุงโดยหยอดข้าวเหนียวกับหัวกะทิลงในกระเปาะ นำไปนึ่งให้สุก ขาย สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในชุมชนตำบลทุ่งค่าย
ขั้นตอนการทำขนมข้าวเหนียวหม้อข้าวหม้อแกงลิง
วัสดุ/อุปกรณ์
          ข้าวเหนียวแช่น้ำ, น้ำกะทิ น้ำตาล เกลือนิดหน่อยผสมเข้ากันชิมรสชาติตามใจชอบ,กระเปาะหม้อข้าวหม้อแกงลิง, เมล็ดธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วดำ ข้าวโพด, ลังถึงสำหรับนึ่ง, ถ่าน, เตา
วิธีการทำ
            1. ล้างกระเปาะหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้สะอาดแล้ววางคว่ำให้
            2. นำส่วนผสม (ข้าวเหนียวและธัญพืชมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน)
           3. ผสมน้ำกะทิ เกลือ น้ำตาล ชิมรสชาติตามใจชอบ หยอดข้าวเหนียวผสมธัญพืชลงไปในกระเปาะ (ครึ่งหนึ่งของกระเปาะ) และหยอดน้ำกะทิตาม
           4. เรียงใส่รังถึง นำไปนึ่ง รอประมาณ 20 นาที
           5. ได้ขนมหม้อข้าวหม้อแกงลิงแสนจะน่ารับประทาน



ภาพที่ 29 ขนมที่ทำจากกระเปาะของหม้อข้าวหม้อแกงลิง

ที่มา   ญาณิตา อึ่งทอง : 14 กันยายน 2558



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น