วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เรื่องที่ 2 ความหลากหลายทางชีวภาพและความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ



ผลการเรียนรู้
ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
1. สืบค้นข้อมูลอภิปราย และอธิบายเกี่ยวกับความหมายและองค์ประกอบของระบบนิเวศ
2. สืบค้นข้อมูลอภิปราย และอธิบายเกี่ยวกับความหมายและองค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพ
3. สืบค้น ข้อมูลอภิปราย อธิบายและนำเสนอคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพและแนวทางการดูแลรักษา
4. ศึกษาและทำกิจกรรมความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น
5. สืบค้นข้อมูล อภิปรายและอธิบายต้นกำเนิด แหล่งที่มาโครงสร้าง หน้าที่การทำงาน และประโยชน์ของพืชกินแมลงหม้อข้าวหม้อแกงลิงได้
6. ศึกษาและทำกิจกรรม นำพืชในท้องถิ่นหม้อข้าวหม้อแกงลิงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

จุดประสงค์การเรียนรู้
เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพและความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
     1. อธิบายความหลากหลายทางพันธุกรรมได้
     2. อธิบายความหลากหลายในชนิดของสิ่งมีชีวิตได้
     3. อธิบายความหลากหลายทางนิเวศวิทยาได้
     4. อธิบายการคัดเลือกธรรมชาติและการเกิดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ได้

สาระสำคัญ
       ความหลากหลายทางชีวภาพ (biological diversity) เป็นคุณสมบัติของกลุ่มสิ่งมีชีวิตต่างๆ จะมีความหลากหลายและมีความแตกต่างกันไป ซึ่งความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ นี้ เป็นผลมาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงและการวิวัฒนาการด้านต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตเพื่อให้มีความเหมาะสมต่อสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารและลักษณะของอาหารโดยการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตนี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานจึงจะสามารถเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการที่ชัดเจนได้ ความหลากหลายทางชีวภาพนี้จะมีทั้งความแตกต่างในระดับพันธุกรรมหรือยีน (gene) ระดับชนิดหรือสปีชีส์ (species) ไปจนถึงความแตกต่างในระดับของกลุ่มสิ่งมีชีวิตในเชิงนิเวศ (egological community

ใบความรู้ที่ 1
ความหลากหลายทางชีวภาพ
1. ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biological diversity)
           เป็นคุณสมบัติของกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่สิ่งมีชีวิตต่างๆ จะมีความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ นี้เป็นผลมาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงและการวิวัฒนาการด้านต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตเพื่อให้มีความเหมาะสมต่อสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ แหล่งที่อยู่อาศัย (habitat) แหล่งอาหารและลักษณะของอาหาร โดยการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตนี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานจึงจะสามารถเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการที่ชัดเจนได้
           ความหลากหลายทางชีวภาพนี้จะมีทั้งความแตกต่างในระดับพันธุกรรมหรือยีน (gene) ระดับชนิด หรือ สปีชีส์ (species) ไปจนถึงความแตกต่างในระดับของกลุ่มสิ่งมีชีวิตในเชิงนิเวศ (ecological community) ดังนี้
1.1 ความหลากหลายทางพันธุกรรม (genetic diversity) หน่วยพันธุกรรม หรือยีนของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดเป็นส่วนประกอบที่อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มีบทบาทต่อการกำหนดลักษณะความจำเพาะและความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด ซึ่งสิ่งมีชีวิตต่างๆ จะมีความแตกต่างกันมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กันของจุดกำเนิดและการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างเช่น ม้ากับลา เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจุดกำเนิดและการวิวัฒนาการที่คล้ายคลึงกัน จึงย่อมจะมีพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกันมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งจะมีต้นกำเนิดและการวิวัฒนาการที่ต่างออกไป เช่น ลิงกับช้าง เป็นต้น


ภาพที่ 1 แม้แต่ในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันก็ยังมีความหลากหลายทางพันธุกรรมได้ เช่น ลักษณะ ความแตกต่างระหว่างมนุษย์ เชื้อชาติต่างๆ เป็นต้น
ที่มา http://mgr.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=2088589
         การเกิดสิ่งมีชีวิตที่มีพันธุกรรมแตกต่างกัน อาจมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายในสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น ซึ่งได้แก่ ยีนหรือหน่วยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกได้ เช่น สารเคมี อาหาร รังสี และสภาพแวดล้อม เป็นต้น เรียกการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ว่า การกลายพันธุ์ (mutation) และเรียกสารที่เป็นต้นเหตุของการกลายพันธุ์หรือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนี้ว่า สารก่อกลายพันธุ์ (mutagen)


 
ภาพที่ 2 ในโลกของเรามีความหลากหลายด้านชนิดของ สิ่งมีชีวิตมากมาย โดยสิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจมีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่สิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน
ที่มา http://1.bp.blogspot.com/-a-_iZPGbjkU/Tq5fexTAY2I/AAAAAAAAAqo/s0JPE7SYHts/s1600/Biodiversity.jpg
1.2 ความหลากหลายในชนิดของสิ่งมีชีวิต (species diversity) ชนิดของสิ่งมีชีวิต หรือสปีชีส์ (species) หมายถึง กลุ่มประชากรของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะโครโมโซมใกล้เคียงกัน สามารถผสมพันธุ์กันแล้วให้กำเนิดลูกได้แต่สิ่งมีชีวิตต่างสปีชีส์กันจะไม่สามารถผสมพันธุ์กันและให้กำเนิดลูกได้ หรือถ้าให้กำเนิดลูกได้ก็จะเป็นหมัน ตัวอย่างเช่น ม้าและลาเป็นสิ่งมีชีวิตคนละสปีชีส์กัน จึงไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้ เป็นต้น
          ระบบนิเวศในธรรมชาติแต่ละแห่งจะประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ มากมายอยู่ร่วมกันและมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยเราสามารถพิจารณาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศได้ 2ลักษณะ ดังนี้
               1)  จำนวนชนิดของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่หรือในชุมชนสิ่งมีชีวิต (species richness) หมายถึง จำนวนชนิดของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ต่อหน่วยพื้นที่ โดยสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอาจมีจำนวนหรือมีชีวมวล (biomass) ที่ต่างกันได้
           2)  สัดส่วนของสิ่งมีชีวิต (species evenness) หมายถึง สัดส่วนของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่พบและเป็นตัวแทนในระบบนิเวศนั้น เช่น ความหลากหลายของพืชในป่าดิบชื้น ความหลายหลายของสัตว์ในป่าชายเลน เป็นต้น
             ความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิตสามารถตรวจวัดจากจำนวนชนิดและจำนวนประชากรของสิ่งมีชีวิตที่พบในระบบนิเวศ ทั้งยังรวมถึงโครงสร้างที่แสดงลักษณะจำเพาะการกระจายของประชากรในชุมชนหรือระบบนิเวศนั้น เช่น อายุและเพศ เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ความหลากหลายในชนิดของสิ่งมีชีวิตในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน จึงส่งผลให้การดำรงอยู่หรือการใช้ชีวิตของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดในชุมชนนั้นแตกต่างกันด้วย


ภาพที่ 3  จะเห็นว่า ภาพ ก มีจำนวนชนิดของจำนวนสิ่งมีชีวิตมากกว่า (ภาพ ก มี 3 ชนิด) ขณะที่ (ภาพ ข มี 2 ชนิด)
             แต่ภาพ ข จะมีสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่พบมากกว่า

ที่มา http://www.nature.com/nature/journal/v405/n6783/images/405212aa.2.jpg
    การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจำนวนสิ่งมีชีวิตและจำนวนประชากรของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะขึ้นอยู่กับการแก่งแย่งแข่งขันกันในการใช้ทรัพยากรชนิดเดียวกัน เช่น การแย่งอาหาร การแย่งที่อาศัย เป็นต้น 
ซึ่งผลของการแก่งแย่งที่อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งผลของการแก่งแย่งกันก็จะทำให้สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่าต้องตายหรือต้องอพยพย้ายถิ่นออกไปจากระบบนิเวศนั้นได้
1.3 ความหลากหลายทางนิเวศวิทยา (ecological diversity หรือ ecosystem diversity) 
ในโลกของเรานี้ประกอบด้วยระบบนิเวศแบบต่าง ๆ มากมาย ซึ่งในระบบนิเวศแบบต่าง ๆ นี้ จะประกอบไปด้วยกลุ่มสิ่งมีชีวิตรวมถึงองค์ประกอบแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งองค์ประกอบแวดล้อมและกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศจะเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกัน จึงทำให้สิ่งมีชีวิตต้องมีการปรับตัวทั้งทางกายภาพและทางชีวภาพเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในระบบนิเวศนั้นได้อย่างเหมาะสม

           ลักษณะความหลากหลายทางนิเวศวิทยาจะสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ความหลากหลายของการทดแทน และความหลากหลายของภูมิประเทศ ดังนี้
1)  ความหลากหลายของถิ่นกำเนิด (habitat diversity) คือ ความแตกต่างของถิ่นกำเนิดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ในพื้นที่ป่าทางภาคเหนือของประเทศไทยมีทั้งที่ราบสูงและลำน้ำ ทำให้เกิดถิ่นกำเนิดลักษณะต่างๆ ก็จะมีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่แตกต่างกัน เช่น ปลาและสัตว์เลื้อยคลานในลำธาร ช้างและควายป่าตามชายป่า เลียงผาและนกเหยี่ยวบนหน้าผา หรือค้างคาวในถ้ำ เป็นต้น เมื่อมีพายุฝนตกหนักเกิดน้ำป่าไหลบ่าจนทำให้ลำน้ำเปลี่ยนทิศทางและมีขนาดกว้างใหญ่มากขึ้น จะทำให้ความหลากหลายของถิ่นกำเนิดเดิมจะถูกทำลายลง และเกิดเป็นความหลากหลายของถิ่นกำเนิดใหม่ เกิดขึ้นในแนวลำน้ำใหม่ทดแทนลำน้ำเดิมได้
ภาพที่ 4  ถิ่นกำเนิดจะมีผลต่อลักษณะของสิ่งมีชีวิต
ที่มา  http://www.efncp.org/img/hnv/swgermany/alb_diversity4.jpg


2)  ความหลากหลายของการแทนที่ (succession diversity) คือ การเปลี่ยนแปลงความหลากหลายที่เกิดจากระบบนิเวศเดิมถูกทำลายลงด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การเกิดปรากฏการณ์
ทางธรรมชาติ ไฟป่า น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือการบุกรุกโดยมนุษย์เพื่อตัดไม้ทำลายป่า แผ้วถางป่า
เป็นต้น เมื่อระบบนิเวศหนึ่งถูกทำลายลงจะทำให้เกิดเป็นพื้นที่ว่างขึ้น และหากปล่อยพื้นที่ว่างนี้ทิ้งไว้
ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ทำให้เกิดเป็นระบบนิเวศใหม่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นระบบนิเวศที่สมดุลเช่นเดิมได้

ภาพที่ 5  ภาพแทนที่ในบริเวณหนึ่งจะเกิดจากสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด โดยเริ่มจากต้นพืชชนิดเล็ก เช่น  ต้นหญ้าหรือไม้พุ่ม จนพัฒนากลายเป็นป่าซึ่งมีระบบนิเวศที่สมดุลเช่นเดิม
ที่มา http://www.scimath.org/images/uploads/upload2/95198_036_2619E3FA1_1540x648_c.jpg

         ในบางครั้งอาจมีปัจจัยบางประการเข้ามาทำให้สิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จึงส่งผลให้สิ่งมีชีวิตต่างๆ ต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หากสิ่งมีชีวิตใดไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็จะล้มตายหรือต้องอพยพไปสู่ระบบนิเวศอื่น แต่หากสิ่งมีชีวิตใดที่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ก็จะสามารถมีชีวิตอยู่รอดและดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อไปได้ เรียกกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี และสามารถอยู่รอดต่อไปได้ว่า การคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) 

ภาพที่ 6 ความหลากหลายที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากความแตกต่างของภูมิประเทศนั้นๆ
ที่มา  http://thumbs.dreamstime.com/z/globe-landscapes-diversity- 23861661.jpg

การคัดเลือกโดยธรรมชาติและการเกิดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่
     สิ่งแวดล้อมทั้งกายภาพและชีวภาพของระบบนิเวศเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยในสภาวะปกติสิ่งแวดล้อมต่างๆ เหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งมีชีวิตต่างๆ จึงสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องมีการปรับตัวมากนัก
3)  ความหลากหลายของภูมิประเทศ (landscape diversity) คือ ความหลากหลายที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากความแตกต่างของภูมิประเทศ โดยพื้นที่ใดมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและอาหารมาก ก็ย่อมจะเป็นพื้นที่มีสิ่งมีชีวิตหลายหลากประเภทมากกว่าพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำและอาหาร ดังตัวอย่างเช่น ป่าดิบชื้น และป่าดงดิบ ซึ่งเป็นป่าในเขตร้อนมีพืชขึ้นอยู่หลายชนิดและมีความชุ่มชื้นสูง ก็จะพบความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตมากกว่าป่าสน ซึ่งเป็นป่าในเขตหนาวมีความชุ่มชื้นต่ำและมีพืชหลัก คือต้นสนเท่านั้น
ภาพที่ 7 ผีเสื้อ จะมีการปรับตัวทำให้มีสีสันที่คล้ายกับเปลือกไม้มากกว่า จึงทำให้มีโอกาสหลบรอดจากผู้ล่าได้ดีกว่า
ที่มา http://www.krobkruakao.com/store/news_v4/2012/08-28/medium400x300_0132831493.jpg
ภาพที่ 8  วิวัฒนาการของม้า จากบรรพบุรุษซึ่งมีขนาดเล็ก จนกระทั่งกลายเป็นม้าในปัจจุบัน

ที่มา  http://www.luckyhorsesclub.com/site/images/large_untitled99.jpg


         นอกจากนี้ยังมีกลไกตามธรรมชาติอื่นๆ ที่มีผลทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นได้ เช่น การระเบิดของภูเขาไฟ การแยกตัวของแผ่นดิน และการเกิดภัยธรรมชาติต่างๆ ที่ส่งผลให้กลุ่มสิ่งมีชีวิตแยกออกจากกันไป จนไม่สามารถกลับมารวมกลุ่มกันได้อีก กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่แยกจากกันจะมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมใหม่ที่แตกต่างกัน จึงกลายเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีลักษณะแตกต่างสองชนิดที่ไม่สามารถกลับมาผสมพันธุ์และสืบพันธุ์กันได้อีก


ใบความรู้ที่ 2
ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
         ในระบบนิเวศหนึ่งประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายแตกต่างกันมากมาย โดยสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างซับซ้อนและอาจก่อให้เกิดผลกระทบระหว่างกันได้ ซึ่งสามารถจำแนกผลกระทบที่เกิดจากความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตได้ 3 ลักษณะ คือ ความสัมพันธ์แบบได้รับประโยชน์ (+) ความสัมพันธ์แบบเสียประโยชน์ (-) และความสัมพันธ์แบบไม่ได้รับและไม่เสียประโยชน์ (0) 
         ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่อยู่ร่วมกันในระบบนิเวศจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยสามารถจำแนกได้เป็นรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
         1.  ภาวะเป็นกลาง (neutralism; 0/0) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อาศัยในระบบนิเวศเดียวกัน จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตฝ่ายใดที่ได้รับหรือเสียประโยชน์ ตัวอย่างเช่น ไส้เดือนกับเสือ ผีเสื้อกับลิง มดกับผึ้ง สุนัขกับดอกไม้ เป็นต้น

ภาพที่ 9 สุนัขกับดอกไม้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อาศัยในระบบนิเวศเดียวกัน
ที่มา  http://image.dogilike.com/shareimg/contentimg/2013/prig/tip/04-02/Dog-Flowers.jpg

         2.  ภาวะการล่าเหยื่อ (predation;+/-) เป็นความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว เรียกสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์ว่า ผู้ล่า (predator) และเรียกสิ่งมีชีวิตอีกชนิดที่เป็นผู้เสียประโยชน์ว่า ผู้ถูกล่า หรือ เหยื่อ (prey) โดยความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตแบบล่าเหยื่อนี้ ส่วนใหญ่ผู้ล่าจะกินผู้ถูกล่าเป็นอาหารเพื่อการดำรงชีวิต ตัวอย่างเช่น นกกินแมลง ปลาฉลามกันแมวน้ำ และเสือกินกวาง เป็นต้น
ภาพที่ 10 เสือกับกวางเป็นความสัมพันธ์แบบล่าเหยื่อ โดยเสือเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ ส่วนกวางเป็นผู้เสียประโยชน์

ที่มา  http://files.palungjit.org/attachment.php?


ภาพที่ 11 ปลาฉลามกับแมวน้ำ เป็นความสัมพันธ์แบบล่าเหยื่อ โดยปลาฉลามเป็นผู้ได้รับประโยชน์ส่วน แมวน้ำเป็นผู้เสียประโยชน์

ที่มา  http://information.goosiam.com/img/newspict/0000003671.jpg

         3.  ภาวะการแข่งขัน (coompetition; -/-) เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน อาจเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันโดยสิ่งมีชีวิตทั้งสองมีความต้องการใช้ปัจจัยในการดำรงชีวิตที่เหมือนกัน ดังนั้น หากระบบนิเวศอยู่ในสภาวะที่ขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิตนั้น สิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดก็ต้องแก่งแย่งหรือแข่งขันกัน ซึ่งในการแข่งขันก็จะทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งคู่เสียประโยชน์จากการแข่งขัน และหากเป็นการแข่งขันของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ก็จะก่อให้เกิดผลเสียจากการแข่งขันมากกว่าการแข่งขันระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน ตัวอย่างเช่น การแย่งตำแหน่งจ่าฝูงของหมาป่า การแย่งกันล่าเหยื่อของสุนัขจิ้งจอกกับเสือ เป็นต้น
ภาพที่ 12 การอยู่รวมกันเป็นฝูงของสิ่งมีชีวิตช่วยให้ประโยชน์ในด้านการล่าเหยื่อและความปลอดภัย แต่ในบางครั้งทำให้เกิดการแข่งขันกันเป็นจ่าฝูงหรือแข่งขันเลื่อนสถานะในฝูงได้
ที่มา  http://www.tiewrussia.com/UserFiles/Image/wolfpack.jpg


         4.  ภาวะการได้รับประโยชน์ร่วมกัน (protocooperation; +/+) เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกัน โดยสิ่งมีชีวิตทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ทั้งคู่ อาจเป็นการอยู่ร่วมกันตลอดเวลาหรืออยู่ร่วมกันเพียงชั่วขณะหนึ่งก็ได้ และเมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดแยกจากกัน ก็จะยังสามารถดำรงชีพได้ตามปกติ ตัวอย่างเช่น นกเอี้ยงบนหลังควาย ซึ่งนกเอี้ยงจะอาศัยกินแมลงบนผิวหนังควายหรือแมลงที่บินขึ้นมาขณะที่ควายเหยียบย่ำพื้นดินเพื่อหาอาหาร ส่วนควายจะได้รับประโยชน์จากการลดความรำคาญจากแมลงที่อยู่ตามร่างกาย หรือความสัมพันธ์ระหว่างปลาการ์ตูนจะอาศัยอยู่ตามดอกไม้ทะเลเพื่อเป็นที่หลบภัยจากผู้ล่า ขณะที่ปลาการ์ตูนก็จะคอยปกป้องดอกไม้ทะเลจากปลาบางชนิดที่กินดอกไม้ทะเลเป็นอาหาร
 
ภาพที่ 13 ปลาการ์ตูนอยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเลแบบได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยดอกไม้ทะเลและปลาการ์ตูนต่างมีบทบาทในการป้องกันอีกฝ่ายจากผู้ล่า
ที่มา   http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/566/21566/images/symbiosis/clown2.jpg

         5.  ภาวะพึ่งพากัน (mutualism; +/+) เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันโดยที่สิ่งมีชีวิตทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ทั้งคู่ การอยู่ร่วมกันลักษณะนี้สิ่งมีชีวิตทั้งคู่ต้องอยู่ร่วมกันตลอดไป ไม่สามารถแยกจากกันได้ ตัวอย่างเช่น ไลเคน (lichen) ซึ่งเป็นภาวะการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยระหว่างรากับสาหร่าย พบได้ตามบริเวณก้อนหินหรือเปลือกไม้ที่มีความชื้น โดยสาหร่ายจะอาศัยเส้นใยของราช่วยยึดเกาะ พรางแสง และอุ้มน้ำให้เกิดความชื้น ในขณะที่ราจะอาศัยอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงของสาหร่ายเพื่อการดำรงชีวิต
ภาพที่ 14  ไลเคนเป็นการอาศัยอยู่ร่วมกันแบบภาวะพึ่งพาของรากับสาหร่าย ทำให้สามารถอาศัยอยู่บนบกและเกิดการสังเคระห์ด้วยแสงได้
ที่มา  http://www.adventurist.net/trips/e-rock_04-2001/gallery_12-04/lichen-3.jpg

         6.  ภาวะอิงอาศัย (commensalism; +/0) เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันโดยมีฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว ส่วนอีกฝ่ายจะไม่ได้และไม่เสียประโยชน์ตัวอย่างเช่น ปลาฉลามกับเหาฉลาม โดยเหาฉลามเป็นปลาที่มีอวัยวะยึดเกาะกับตัวปลาฉลาม แต่ไม่ทำอันตรายแก่ปลาฉลาม และเหาฉลามจะได้รับประโยชน์ด้วยการกินเศษอาหารที่หลงเหลือจากปลาฉลาม
ภาพที่ 15  เหาฉลามจะคอยเกาะติดกับฉลามโดยไม่ทำอันตรายแก่ฉลาม โดยเหาฉลามจะได้ประโยชน์จากเศษอาหารต่างๆ ที่เหลือจากปลาฉลาม

ที่มา  http://library.stou.ac.th/blog/wp-content/uploads/2012/10/DSC_5119.jpg

            7.  ภาวะปรสิต (paratism; +/-) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตสองชนิดที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กว่า เรียกว่า ผู้ถูกอาศัยหรือเจ้าบ้าน (host) จะเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดที่ขนาดเล็กกว่า เรียกว่า ผู้อาศัย หรือ ปรสิต (parasite) โดยฝ่ายเจ้าบ้านจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์จากการถูกแย่งอาหาร หรือถูกใช้ส่วนหนึ่งของร่างกายเป็นอาหารของปรสิต ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยในเจ้าบ้านได้
          ภาวะปรสิตสามารถแบ่งได้เป็นสองลักษณะ คือ ภาวะปรสิตภายใน (endo-parasite) และภาวะปรสิตภายนอก (ecto-parasite) ปรสิตทั้งสองลักษณะจะมีความแตกต่างกันที่ลักษณะการอยู่อาศัยบนตัวเจ้าบ้าน โดยปรสิตภายในจะอาศัยอยู่ในอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของเจ้าบ้าน ได้แก่ พยาธิชนิดต่างๆ ในร่างกายของสัตว์ เป็นต้น ส่วนปรสิตภายนอกจะอาศัยอยู่ตามผิวหนังของเจ้าบ้าน เช่น เห็บ เหา หมัด เป็นต้น

ภาพที่ 16 เห็บ ซึ่งเป็นปรสิตที่อยู่ตามผิวหนังของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดต่างๆ
ที่มา  http://library.stou.ac.th/blog/wp-content/uploads/2012/10/DSC_5119.jpg

        นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อยู่ระบบนิเวศเดียวกัน ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อยู่คนละระบบนิเวศด้วย เช่น ปลาที่เป็นผู้ล่าในระบบนิเวศผิวน้ำ อาจกลายเป็นผู้ถูกล่า โดยนกกินปลาที่อยู่ในระบบนิเวศชายฝั่ง เป็นต้น ความเชื่อมโยงระหว่างระบบนี้อาจเกิดขึ้นในลักษณะที่คล้ายคลึงกับห่วงโซ่หรือสายใยอาหาร
          นอกจากนี้สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกหลายชนิดได้ ดังนั้นเมื่อสิ่งมีชีวิตก็ย่อมจะส่งผลกระทบถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกหลายชนิดได้ เช่น เมื่อสาหร่ายหรือแพลงก์ตอนพืช
ที่อยู่ตามผิวน้ำมีการเจริญเติบโตมากขึ้น จะทำให้เกิดการบดบังแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านลงสู่ใต้ผิวน้ำ พืช
ใต้น้ำจึงไม่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้และตายไปในที่สุด ซึ่งก็จะส่งผลกระทบถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่บริโภคพืชใต้น้ำเป็นอาหารได้
          ดังนั้นหากเราวาดแผงผังความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติแล้ว จะพบว่าสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ในธรรมชาติ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเป็นร่างแหที่ซับซ้อนอย่างมาก เป็นลักษณะของความสัมพันธ์แบบไม่จบสิ้น และไม่ได้ถูกจำกัดไว้เพียงแค่ในระบบนิเวศเดียวเท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น